รายนี้ตำรวจไม่จับ! ตัวเงินตัวทองขึ้นโรงพักพระประแดง ปีนเกาะห้องขังไม่ยอมปล่อย

รายนี้ตำรวจไม่จับ! เมื่อช่วงบ่ายของวันนี้ที่29ตุลาคม2564ขณะที่ดาบตำรวจเชาวลิต โยธาทร ผบ.หมู่ ป้องกันปราบปราม สภ.พระประแดง สมุทรปราการ กำลังปฏิบัติหน้าที่สิบเวร ควบคุมผู้ต้องขังอยู่บนชั้น 2 ของโรงพัก สภ.พระประแดง ได้มีตัวเงินตัวทอง ซึ่งไม่ทราบว่ามาจากไหน ปีนขึ้นไปเกาะอยู่ที่ประตูทางเข้าห้องควบคุมผู้ต้องหา แม้ว่าจะพยายามไล่เท่าไหร่ ตัวเงินตัวทองตัวดังกล่าวก็ไม่ยอมออกไป และได้วิ่งหนีเข้าไปในตู้เก็บของและทรัพย์สินของผู้ต้องขัง ที่อยู่ด้านหน้าห้องควบคุม จึงได้แจ้งประสานไปทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลเมืองพระประแดง ให้เข้ามาช่วยจับตัวเงินตัวทองตัวดังกล่าว

รายนี้ตำรวจไม่จับ! เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลเมืองพระประแดงได้เดินทางมาค้นหาอยู่นานกว่า20นาทีจึงสามารถจับตัวเงินตัวทองตัวดังกล่าวออกมาได้ยาวประมาณ50เซนติเมตรน้ำหนักประมาณ3กิโลกรัม ก่อนที่จะนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

รายนี้ตำรวจไม่จับ! นายพิเชษฐ์ ฟักบุญเลิศ อายุ 25 ปี เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลเมืองพระประแดงได้เล่าว่าขณะที่ตนเข้าเวรปฎิบัติหน้าที่อยู่ที่ศูนย์ดับเพลิงเทศบาลเมืองพระประแดงก็ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.พระประแดงว่ามีตัวเงินตัวทองได้ขึ้นไปบนห้องควบคุมผู้ต้องขังที่อยู่ชั้นสองของโรงพักและพยายามจะเข้าไปในห้องขังทำให้ผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมอยู่ภายในเกิดความตื่นกลัว จึงได้เดินทางมาทำการจับตัวเงินตัวทองตัวดังกล่าวเอาไว้ได้ที่บริเวณหน้าห้องขัง ซึ่งตัวเงินตัวทองมีขนาดกำลังโต มีความว่องไว แต่ก็จับตัวเอาไว้ได้ เนื่องจากเข้าไปซุกตัวอยู่ในตู้เก็บของหน้าห้องควบคุมซึ่งเป็นพื้นที่แคบจึงทำให้จับตัวได้โดยง่าย

อุทาหรณ์ เด็กหญิง 8 ขวบเล่นซ่อนหา พลาดล้มทับตะปูยาว 4 นิ้ว เสียบทะลุกระดูก

วันที่ 29 ต.ค. 64 เมื่อเวลา 18.00 น.ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลตำบลบ้านด่านอ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ รับแจ้งขอความช่วยเหลือเด็กล้มใส่ตะปูติดกับไม้โครงสร้างหน้าไซต์งานก่อสร้างที่บ้านตะโคงอ.บ้านด่านจึงรีบไปให้ความช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านใน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นบ้านกำลังก่อสร้างพบ ด.ญ.ปิ่น อายุ 8 ปีนักเรียนชั้นป.3โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.บ้านด่านนอนร้องครวญครางอยู่หน้าบ้านบริเวณขาขวา มีท่อนไม้ยูคาติดมายาวประมาณ 50 ซม. เนื่องจากญาติได้ตัดไม้ออกมากับตะปูที่ติดอยู่กับขาน้องปิ่น โดยมีนาง อุไรวรรณ คำหล้า อายุ 32 ปี แม่น้องปิ่น นั่งดูอาการอยู่ตลอดเวลา
ก่อนกู้ชีพจะนำส่งโรงพยาบาลบ้านด่าน

เบื้องต้นพบว่าบริเวณขาขวา ถูกตะปู 4 นิ้วทิ่มลึกไปในขาลึกประมาณ 2 นิ้ว จนถึงกระดูก ก่อนจะส่งต่อไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์

นางอุไรวรรณ เล่าว่าเพื่อนบ้านติดกันกำลังสร้างบ้านมีวัสดุก่อสร้างกระจัดกระจายทุกเย็นลูกสาวจะพาเพื่อนมาเล่นเป็นประจำพยายามเตือนแล้วแต่ยังแอบเล่นกันส่วนใหญ่จะเล่นซ่อนหาช่วงเกิดเหตุตนกำลังทำกับข้าว ได้ยินเสียงลูกสาวร้องเสียงหลงจึงรีบตามหาลูกสาวพบว่าร้องครวญครางติดอยู่กับไม้ยูคาส่วนเพื่อนๆต่างตื่นตระหนกตัวสั่นจึงให้เพื่อนบ้านมาช่วยเหลือด้วยกันตัดไม้ออกแล้วยกร่างของลูกออกมา ก่อนจะแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยเหลือดังกล่าว

พระอาจารย์สำนักสงฆ์โลงแก้ว ยันไม่ได้อวดอุตริ เตรียมเดินทางไปรับศพลูกศิษย์หลังละสังขาร

ศิษย์สำนักสงฆ์โลงแก้วแจ้งตำรวจไล่ตะเพิดนักข่าวให้พ้นวัด อ้างคุกคาม พระอาจารย์ยันไม่ได้อวดอุตริ ยังไม่เห็นความผิดของตัวเองเลย

(30 ต.ค.64) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่สำนักสงฆ์ซำป่าหัน ต.บ้านจีต อ.กู่แก้ว จ.อุดรธานี มีการสร้างโลงแก้ว ให้กับลูกศิษย์ที่เป็นผู้หญิง อายุ 49 ปี คนหนึ่งใน จ.สมุทรสาคร ที่มีการอ้างว่าในวันที่ 30 ตุลาคม จะเป็นวันละสังขารหรือวันตายของตนเอง โดยมีพระอาจารย์สุนิตร เป็นเจ้าสำนักสงฆ์ซำป่าหัน ได้จัดการสร้างโลงแก้วรอรับศพไว้เรียบร้อยแล้ว

ต่อมานายอำเภอและเจ้าหน้าที่ฯ ที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปตรวจสอบพบว่า สถานที่ดังกล่าวมีพื้นที่ 4 ไร่เป็นที่ สปก.ไม่ได้ขออนุญาตให้ถูกต้อง เป็นเพียงที่พักสงฆ์เท่านั้น และการกระทำดังกล่าวเป็นพิธีกรรมปฏิบัติที่ดูแล้วไม่สอดคล้องกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและได้มีการกล่าวตักเตือนไปแล้ว

ล่าสุดวันนี้ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่พักสงฆ์บ้านซำป่าหันพบกับพระอาจารย์สุนิตรกับแม่ชี3-4คนและลูกศิษย์ได้โวยวายไม่อนุญาตให้นักข่าวทำข่าวโดยเด็ดขาดไม่มีอะไรจะให้ข่าวแล้วข่าวก็เป็นข่าวอยู่ดีไม่ให้ถ่ายลงข่าวผิดเพี้ยนไปหมด พอแล้วไม่ให้เป็นข่าวอีก ทำข่าวน่ากลัวมาก ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ขอให้ดูไลฟ์สดจากสมุทรสาครแล้วกันเย็นนี้

โดยช่วงเช้าได้มีการแจ้งตำรวจมาจับนักข่าวที่มาทำข่าวด้วย อ้างคุกคามพระและแม่ชี ต่อมามีโทรศัพท์ปลายสายเป็นผู้หญิงจากสมุทรสาครโทรศัพท์เข้ามาพูดคุยกับพระอาจารย์สุนิตร สักพักได้ยื่นให้นักข่าวได้คุยด้วย บอกว่า พวกคุณมาอยู่อย่างนี้จะได้ข่าวได้อย่างไร ดูรอไลฟ์สดจากพวกเราในเย็นนี้ แล้วพวกคุณไปคุกคามที่นั้นจะได้อย่างไร นักข่าวก็บอกว่าไม่ได้คุกคาม ทางปลายสายก็บอกให้หยุดแล้วฟัง โดยหลังจากทำใบมรณบัตรเสร็จแล้วจะเคลื่อนศพไปที่วัดทันที ส่วนเวลาไหนยังไม่ทราบ ส่วนเงินประกันที่จะให้ทางที่พักสงฆ์ เป็นความพึงพอใจของทางนี้ เรามีเงินเยอะอยากทำบุญ พอไปทำข่าวก็บิดเบือน ทำไปไม่ถึงหมื่น พากันไปลงข่าวลงเป็นแสน แถมมีนักข่าวไปขโมยโทรศัพท์ที่บ้านหายไปสองเครื่อง นักข่าวอะไรขี้ขโมยจัง

เวลา 11.00 น. ก็มีเจ้าหน้าที่สายตรวจรถยนต์ สภ.กู่แก้ว ได้เดินทางมาที่พักสงฆ์ซำป่าหัน และขอทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นเพราะมีผู้หญิงโทรไปที่ สภ.กู่แก้ว แจ้งว่า มีนักข่าวมาคุกคาม ทำให้นักข่าวพากันงง จากนั้นก็มีคนชื่อเมย์โทรมาคุยกับตำรวจว่า เป็นคนโทรไปแจ้งตำรวจเองเพราะนักข่าวเข้ามาคุกคามอยากให้ออกจากพื้นที่ และยังมีนักข่าวเข้ามาค้นกระเป๋าภายในห้องพักด้วย ขณะที่นักข่าวก็โต้เถียงว่าไม่ได้เข้าคุกคามมาทำหน้าที่เท่านั้น มาไล่กันทำไม พวกผมไม่ได้ทำอะไรผิด สุดท้ายตำรวจได้พูดคุยกับทางพระภิกษุ แม่ชี และนักข่าว เรื่องจบลงด้วยดี

ต่อมา พระอาจารย์สุนิตร ยอมเปิดเผยกับนักข่าวว่า อยากให้นักข่าวเห็นแก่หน้าพระอาจารย์ เรื่องราวที่เกิดขึ้นอาจจะเข้าใจผิด อย่างเรื่องเงินที่สร้างมาสร้างโลงแก้ว สองหมื่นบาท แต่ข่าวออกไปเป็นสามแสน และกรณีมีข่าวว่าพระอาจารย์บอกให้แม่และลูกละสังขาร มันไม่ใช่ เรื่องปัจจัยที่จะบริจาคให้วัด พระอาจารย์ไม่คิดโกงเลย ส่วนเรื่องมีคนอ้างเป็นนักข่าวไปค้นกระเป๋าถ้าไม่ใช่พวกเราก็จบกัน โดยวันพรุ่งนี้ตอนเช้าจะเดินทางไปที่ จ.สมุทรสาครเพื่อไปทำพิธีรับศพ จากนั้นก็จะเดินทางมาที่วัดอาจจะมาถึงช่วงเย็น ส่วนเรื่องประกันที่จะยกให้พระ อาตมาก็ยังไม่รู้เรื่อง เพิ่งทราบพร้อมกับนักข่าววันนี้เอง หากทางเจ้าคณะอำเภอจะส่งพระอาจารย์ส่งกลับไปวัดต้นสังกัด ตอนนี้ยังไม่เห็นความผิดของตนเองเลย ส่วนเรื่องอุตตริอาตมายังไม่เห็นว่าอาตมาอวดตรงไหน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับพระอาจารย์สุนิตรเกิดที่บ้านซำป่าหันเคยเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาก่อนจากนั้นได้ลาออกมาเมื่อหลายสิบปีก่อนแม่เสียชีวิตจึงมาบวชและไม่สึกอีกเลยขณะที่ชาวบ้านบอกว่า ชาวบ้านไม่ค่อยได้ไปใส่บาตรเพราะหมู่บ้านแห่งนี้มีวัด 2 วัด ส่วนที่ที่พักสงฆ์แห่งนี้เป็นป่าช้าเก่ามีพระมาแล้วหลายรูป รูปแรกพาเมียชาวบ้านหนี อีกรูปเผาตัวเองตาย และปัจจุบันก็มีพระอาจารย์สุนิตรอยู่มาได้หลายปีแล้ว

โยมพ่อเล่าประวัติ พระสำนักสงฆ์โลงแก้ว เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เคยหลงป่าไปเจอผีบังบด

โยมพ่อเล่าประวัติ พระอาจารย์สำนักสงฆ์โลงแก้วที่กำลังเป็นข่าวเรียนจบวนศาสตร์ทำงานที่ห้วยขาแข้งเคยหลงป่า3วัน3คืนไปเจอผีบังบด

กรณีนายสันติอายุ33ปีร้องให้หมอปลาช่วยเหลือหลังแม่อายุ49ปีไปปฏิบัติธรรมที่สำนักสงฆ์ซำป่าหัน ต.บ้านจีต อ.กู่แก้ว จ.อุดรธานี แล้วนำเงิน 3 แสนบาท ให้พระเจ้าสำนักสงฆ์สร้างโลงแก้ว เพราะบรรลุธรรมแล้ว จะเตรียมระสังขาร วันที่ 30 ตุลาคม 2564 ซึ่งจะนำร่างไปใส่โลงแล้ว เพื่อมุ่งสู่นิพพาน ร่างจะไม่เปื่อยเน่า ร่างกายจะเป็นพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งน้องสาวก็มีความคิดเหมือนแม่ และเตรียมละสังขารในวันที่ 18 มีนาคม ซึ่งเป็นวันเกิด ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี สั่งให้นายอำเภอกู่แก้ว และส่วนเกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบสำนักสงฆ์เพี้ยนอย่างละเอียดตามที่เสนอข่าวแล้วนั้น

ความคืบหน้ากรณีดังกล่าว เมื่อเช้าวันที่ 29 ตุลาคม 2564 ที่สำนักสงฆ์ซำป่าหัน ต.บ้านจีต อ.กู่แก้ว จ.อุดรธานี พระอาจารย์สุนิตร อินทะคุโต อายุ 40 ปี พร้อมด้วยญาติโยม และ ลูกศิษย์ 4-5 คน อยู่ในสำนักสงฆ์ตามปกติ ส่วนศาลาที่ไว้โลงแก้ว ยังไม่มีการก่อสร้างต่อ เมื่อพระอาจารย์สุนิตรพบนักข่าวก็แสดงอาการไม่พอใจ พร้อมกับเปิดเผยว่า รู้สึกไม่สบายใจการนำเสนอข่าวที่ผิดเพี้ยน ถ้าจะให้กลับไปอยู่ที่วัดต้นสังกัดที่ อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี ตนเห็นว่าคณะสงฆ์ที่มาพบก็ไม่ให้ความกระจ่าง ว่าตนผิดตรงไหนก็ต้องแจ้งให้ตนทราบ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็มาทำแบบนี้ รู้สึกสังเวชกับการทำข่าว และการที่บอกว่ามาช่วยเหลือเกื้อกูล มันเหมือนมาทำร้ายมากกว่า ข้อเท็จจริงก็ยังไม่ปรากฏ คำพูดของตนก็ผิดเพี้ยนไปหมดเลย

ส่วนนายประสิทธิ์ พันธุ์พรม อายุ 60 ปี พ่อพระอาจารย์สุนิตร เปิดเผยว่า พระสุนิตร เรียนจบวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติห้วยขาแข้ง 6 ปี ส่วนสาเหตุการลาออกมาบวชนั้น คิดว่าลูกเคยหลงป่า 3 วัน 3 คืน แล้วไปพบกับผีบังบด พระสุนิตร เล่าให้ตนพังว่า กลุ่มลาดตะเวนรักษาป่า จะมีกลุ่มละ 6 คน ส่วนกลุ่มพระสุนิตร มี 3 คน ซึ่งกลุ่ม 6 คนไปลาดตะเวนก่อน เมื่อไปถึงแหล่งน้ำที่สัตว์ป่าจะลงมากิน แล้วพบโขลงช้างก็จะถูกช้างไล่ทำร้าย ต่างวิ่งหนีแตกกระเจิงเพื่อเอาตัวรอด เมื่อรอดชีวิตออกมาได้ก็จะขอลาออกกันไป

นายประสิทธิ์ เปิดเผยต่อว่าวันต่อมาถึงเวรกลุ่มพระสุนิตรกับเพื่อน3คนเข้าไปลาดตะเวนก็พบกับช้างที่ถูกกลุ่มลาดตะเวนก่อนหน้ายิงปืนไล่ได้เข้ามาไล่ทำร้ายกลุ่มพระสุนิตรทำให้ต่างวิ่งหนีเข้าไปหลบอยู่ในโขดหินจนปลอดภัย แต่หาทางกลับไม่ได้ 3 วัน 3 คืน จนมืดค่ำพระสุนิตรจึงนำดอกไม้มาไหว้ขอขมาเจ้าป่าเจ้าเขาขอให้เปิดทางกลับไปยังที่พัก

เมื่อไหว้เสร็จก็ได้ยินเสียงผู้หญิงสาวชาวบ้านจำนวนหลายคนพูดคุยและเดินกันมาคิดว่าเป็นกลุ่มคนจะกลับบ้านจึงเดินไปดักทางบอกหลงทางกลุ่มผู้หญิงจึงพากลับบ้านด้วยซึ่งมีบ้าน10กว่าหลังเป็นหมู่บ้านเลื่อนลอย ชายผู้นำหมู่บ้านบอกว่าพวกตนหลงป่าตื่นเช้าจะพาไปส่ง พอรุ่งเช้าก็พามาส่งที่ปากทาง พอหันกลับไปดูก็ไม่เห็นพวกมาส่งอีกเลย จึงคิดว่าคนพวกนั้นเป็นผีบังบด

เมื่อรอดชีวิตจากการหลงป่ามาได้ ลูกชายก็ศึกษาเรื่องธรรม ทำงานครบ 6 ปีก็ลาออก กลับมาบ้านมาบอกพ่อแม่ว่าจะบวช ทีแรกคิดว่าลูกจะบวช 1 พรรษา แล้วสึกออกมารับราชการ หวังให้ลูกเลี้ยงดูพ่อแม่ เพราะตนเป็นเพียงชาวนา จึงพาไปบวชที่วัดอนาลโยภูค้อ ต.ผาสุก อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี จากนั้นก็ไม่ยอมสึกอีกเลย

และยังไม่มีครอบครัว ตนอยากให้ลูกลาสึก จึงบอกกับเพื่อนที่เรียนด้วยกันว่า ถ้าใครทำให้พระสึกได้ จะไปขอเป็นสะใภ้ ที่ย้ายมาจำพรรษาที่สำนักสงฆ์ซำป่าหันแห่งนี้ได้ 2 ปี เพราะต้องการอยู่ใกล้ชิดพ่อแม่ เพื่อจะได้ดูแลพ่อแม่

นายประสิทธิ์ เปิดเผยอีกว่า ส่วนเรื่องการโลงแก้ว ตนก็ได้รู้จักและเห็นผู้หญิงคนดังกล่าว มาปฏิบัติธรรมได้ 3 เดือน เป็นคนเรียบร้อย นิสัยดี มีศักดิ์ศรี อัธยาศัยดี มีฐานะ เป็นคนมีสติ มานอนที่สำนักสงฆ์กับเพื่อน 4-5 คน รวมทั้งแม่ชี 2 คน พอมีข่าวออกไป รู้สึกว่าข่าวเพี้ยน ลักษณะใส่ร้ายลูก

ทำให้ไม่พอใจ ขอให้นำเสนอข่าวตรงไปตรงมา อย่าไปหนักฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ในอนาคตตนไม่อยากให้พระสึกออกมา อยากให้ออกจากสำนักสงฆ์แห่งนี้ ฝากถึงหมอปลาว่า อย่าใส่ความ ให้สืบดูทั้งสองทาง เหมือนคำที่ว่า “จะเคี้ยวอะไร ให้เคี้ยวละเอียด อย่าเพิ่งกลืน เดี๋ยวมันติดคอ” หรือ “ไปให้สุด ขุดให้ถึง ถ้าไม่มีน้ำ ถึงหยุด “ อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน

ส่วนนายบรรจงอายุ51ปีชาวบ้านหมู่3บ้านซำป่าหันต.บ้านจีต อ.กู่แก้ว จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นชาวบ้านเปิดเผยว่าปกติชาวบ้านก็จะใส่บาตรกับพระประจำหมู่บ้านอยู่แล้วแต่กิจนิมนต์จะไม่นิมนต์พระอาจารย์มาที่บ้านซึ่งพระอาจารย์จะบิณฑบาตในหมู่บ้านและชาวบ้านก็นับถือเพราะเป็นพระอยู่แล้ว

แต่ตนและชาวบ้านไม่ได้ไปคลุกคลีกับพระในสำนักสงฆ์ เพราะหมู่บ้านก็มีวัดอยู่แล้ว แต่พระที่สำนักสงฆ์ก็ไม่เคยเข้าไปเคารพเจ้าอาวาสที่วัดในหมู่บ้าน ตนไม่เคยไปร่วมกิจกรรม แต่ญาติพี่น้องและชาวบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียงสำนักสงฆ์นับถือศรัทธาเข้าไปร่วมกิจกรรม ไม่เคยรู้ว่าสำนักสงฆ์ทำโลงแก้ว พอมีข่าวจึงได้รู้ ตนก็เคยได้ยินคำสอนของพระอาจารย์สุนิตรอยู่เหมือนกัน เมื่อฟังแล้วคิดว่ามันไม่เข้าหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา หากใครจิตอ่อนก็อาจคล้อยตามไปเรื่อยๆ ก็มีชาวบ้านที่ไปแบบนั้นอยู่ ซึ่งลักษณะคำสอนนั้นเป็นแบบสุ่มเสี่ยง และมาจากลัทธิอื่น

โดยเมื่อวานพ่อของพระก็มาพูดอยู่ที่นี้ว่ามันไม่ใช่แล้วแบบนี้ ที่จะมาบรรลุอรหันต์เองรู้ในเรื่องอนาคตกำหนดอนาคตอะไรแบบนี้ส่วนบางคนที่ไปหลงใหลในคำสอนของพระเพราะจะเป็นในพวกจิตอ่อนๆเป็นส่วนมาก บางคนก็รับข่าวสารจากทางเดียวไม่ยอมมาฟังจากพระทางอื่นเอาไว้ด้วยตนเลยมองว่าชาวบ้านที่เป็นแบบนี้อาจจะมีความเชื่อส่วนบุคคล

ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลกเคยเห็นแต่ในข่าวทางอื่น ไม่คิดว่าจะมาเกิดกับที่บ้านของตน แต่ก็มีความคิดว่าอาจจะเป็นไปได้ที่จะมาตายในวันที่ 30 ตุลาคม นี้ แต่ชาวบ้านกลัวว่ากระแสข่าวถ้าไม่ตายก็กลัวจะฆ่าตัวตายแทน ชาวกลัวว่าจะเป็นแบบนี้ ซึ่งคงต้องปล่อยให้สำนักพุทธศาสนา และเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาจัดการ และให้เอากฎหมายเข้าช่วยด้วยอีกทางหนึ่ง เพราะไม่อยากให้เรื่องมันไปไกลกว่านี้

นายรักศักดิ์ เทียนไชย นายอำเภอกู่แก้ว จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ตอนนี้ให้ทางเจ้าคณะอำเภอกู่แก้วเป็นผู้ดำเนินการจะมีการผิดวินัยสงฆ์หรือไม่ซึ่งทราบว่าพระอาจารย์สุนิตรอินทะคุตโตต้นสังกัดอยู่ที่วัดใน อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี โดยได้ประสานไปแล้ว ทางเจ้าคณะอำเภอวังสามหมอ มารับตัวกลับไปที่วัดต้นสังกัด อาจจะเป็นสัปดาห์หน้า เพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมการในการสอบวินัย เข้าข่ายผิดหรือไม่

ส่วนสำนักสงฆ์ซำป่าหัน ไม่ได้มีการขึ้นจดลงทะเบียนเอาไว้ เป็นเพียงแค่ ที่พักสงฆ์เท่านั้น ซึ่งอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. ของชาวบ้านทำกิน เป็นการครอบครองของราษฎร แต่ได้มีการยกให้ทำสำนักสงฆ์ขึ้นมา ซึ่งไม่ถูกต้อง หากมติคณะสงฆ์ ของอำเภอกู่แก้ว ให้คณะสงฆ์อำเภอวังสามหมอ มารับพระรูปนี้กลับไปวัดต้นสังกัด แล้วสำนักสงฆ์ซำป่าหัน ก็จะโดนปิดเอาไว้ก่อน เพราะไม่มีพระสงฆ์อยู่ที่นี่ หากชาวบ้านจะมาใช้พื้นที่แห่งนี้ในการปฏิบัติธรรมก็ทำได้ ในตอนนี้ พระอาจารย์สุนิตร อินทะคุตโต ยังอยู่ในสำนักสงฆ์ซำป่าหัน ยังไม่ไปไหน ไฮโล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *