ลูกศิษย์เผย “อดีตพระยันตระ” ให้คติธรรมก่อนกลับสหรัฐฯ ถ้าเธอไม่ทิ้งธรรม

ลูกศิษย์เผย อดีตพระยันตระ ให้คติธรรมก่อนกลับสหรัฐฯ ถ้าเธอไม่ทิ้งธรรม ฉันก็ไม่ทิ้งเธอ พร้อมเผยเหตุผลที่กลับมาไทยโดยไม่ฟังคำทัดทานของใคร

จากกรณีวานนี้ (27 ต.ค.64)อดีตพระยันตระ หรือ นายวินัย ละอองสุวรรณ แต่งกายห่มเขียวไว้ผมยาว หนวดเคราเฟิ้มเดินทางมาที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีบรรดาพระสงฆ์แม่ชีและลูกศิษย์รวมประมาณ 50 คน มารอส่งขึ้นเครื่องบิน โดยการเดินทางของอดีตพระยันตระ จะขึ้นเครื่องบินของเที่ยวบิน NH806 ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลาประมาณ 07.00 น.

เฟซบุ๊กเพจ ยันตระ แห่งสุญญตาราม ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ อดีตพระยันตระ ได้เปิดเผยว่า

“ท่านพระอาจารย์ยันตระก่อนท่านขึ้นเครื่องบิน ท่านแสดงคติธรรมว่าถ้าเธอไม่ทิ้งธรรมฉันก็ไม่ทิ้งเธอถ้าเธอทิ้งธรรมฉันก็ทิ้งเธอ ถ้าปฏิบัติธรรม ภาวนาอยู่เสมอ กระแสพลังจิตภาวนาก็จะส่งถึงท่านพระอาจารย์ได้ และท่านก็ส่งถึงผู้บุคคลนั้นผู้ประพฤติธรรมเช่นกัน”

ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้ให้ข้อมูลด้วยว่าคณะที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้มีพระภิกษุ2รูปด้วยกันรูปแรกคือพระณัฐคมหรือที่รู้จักกันในนามว่า”พระหมอสมชาติ”รูปที่ สองคือพระมหาวิเลิศ ปวิตฺตสิริ อายุ 68 ปี อายุพรรษา 48 เปรียญธรรม 7 ประโยค วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ ซึ่งไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลานานตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม โดยการกลับมาประเทศไทยครั้งนี้ของพระมหาวิเลิศก็เพราะคิดถึงบ้านเกิด เพราะญาติตายไปแล้ว 3 คนไม่เคยได้มาร่วมงานศพเลย จึงถือโอกาสเดินทางมาด้วยกัน แล้วก็เดินทางกลับสหรัฐอเมริกาพร้อมกัน ทั้งสามท่านถือหนังสือเดินทางสัญชาติสหรัฐอเมริกา

“จะกล่าวไปแล้วการเดินทางกลับมาประเทศไทยของพระอาจารย์ยันตระในครั้งนี้มีอุปสรรคมากมายกว่าทุกครั้งตั้งแต่ต้นญาติโยมลูกศิษย์ลูกหาที่คุ้นเคยใกล้ชิดทุกคนแม้แต่พี่สาวของท่านเองก็ห้ามไม่ให้ท่านมา แต่ท่านก็ยังยืนยันที่จะมาให้ได้ไม่ฟังคำทัดทานของใครจนเป็นที่แปลกใจในแวดวงของลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดแทบทั้งหมด ผู้เขียนเป็นคนอยู่วงนอกไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรตอนแรกก็โกรธระคนแปลกใจว่าแทนที่จะดีใจว่าท่านจะกลับมาเมืองไทยแต่ทำไมทุุกคนกลับขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้ท่านกลับมาพอมาถึงตอนนี้ก็ทราบชัดเจนอย่างไม่ต้องให้ใครอธิบายอีกแล้วว่าทำไมพวกเขาจึงห้ามและขัดขวางทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ท่านกลับมาครั้งนี้ การที่ท่านกลับมาครั้งนี้แม้จะมีอุปสรรคมากมายน่าจะเป็นเพราะ”กุฏิสุญญตา”หลังนี้แหละ

“การที่ท่านยอมเสี่ยงอันตราย ยอมเผชิญกับเหตุร้ายก็เพื่อทำตามสัจจะที่ให้ไว้มาปลดเปลื้องปฏิญญาและความตั้งใจในการที่มีผู้มีศรัทธาอันบริสุทธิ์สร้างกุฏิถวายเนื่องจากเจ้าภาพสร้างกุฏิเป็นหญิงชราอายุ87ปีแล้วในชีวิตไม่เคยบริจาคเงินทำบุญขนาดนี้ที่ไหนมาก่อนเลยเฝ้ารอวันให้ท่านมารับมอบกุฏิก่อนที่ตนจะตาย ลูกๆของหญิงชราก็มีใจศรัทธามาทำหน้าที่เป็นแม่ครัวทำอาหารมังสวิรัติและน้ำปานะถวายพระภิกษุและญาติธรรม

“บางคนนั้นเคยเดินพรมแดงในพระราชวังเขมรินทร์ณประเทศกัมพูชามาแล้วแต่ก็ยังมาเป็นแม่ครัวกับเขาได้เพราะความตั้งใจอยากให้ความหวังของมารดาผู้ชราสามารถถวายกุฏิท่านพระอาจารย์ยันตระสำเร็จก่อนวาระสุดท้ายจะมาเยือนนอกจากนั้นไหนจะเป็นการจัดสวนจัดภูมิทัศน์รอบกุฏิและกระท่อมอีก6หลังด้วยมือและหยาดเหงื่อของตนเองของบรรดาญาติโยมหญิงชายของเกพลิตาโพธิวิหารซึ่งทุ่มเทกันสุดชีวิตอีกเล่า

“คงเป็นเพราะพลังศรัทธาอันบริสุทธิ์ที่ยิ่งใหญ่นี้เองทำให้พระอาจารย์ยันตระไม่ฟังเสียงใครเลยยืนยันตลอดว่า”จะต้องมา”แม้ว่าก่อนจะถึงวันเดินทางสองวันท่านล้มในห้องน้ำยังไม่ยอมให้คนเรียกรถพยาบาลเพื่อที่จะทำตามสัญญาทำตามสัจจะว่าจะมา.. เดินทางมาประเทศไทย”กุุฏิสุญญตา”หลังนี้เองเป็นสาเหตุให้ท่านต้องกลับมาเพื่อทำตามสัญญา ทำให้ท่านต้องมาเผชิญชะตากรรมถูกโจมตีอีกครั้งอย่างคาดไม่ถึง นี้คือความเป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชายซึ่งยากนักจะหาได้ในยุคสมัยนี้

“ถ้ายกเอาความเป็น “พระภิกษุ”ออกไป ความประทับใจที่มีต่อท่านพระอาจารย์ยันตระตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ก็คือ “ความเป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชาย”ข้อนี้เองขอเอากุฏิสุญญตาหลังนี้เป็นอนุสรณ์ แม้นว่าหากการกลับมาประเทศไทยครั้งนี้จักเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนี้ไปท่านไม่ได้กลับมาอีกเลย”

“พระมหาไพรวัลย์” วิจารณ์รายการ “ช่องส่องผี” สงสารพระยาเกียรติถูกกล่าวหาเกิดเป็นหมา

กลายเป็นประเด็นดราม่าเมื่อเพจ ”แหม่มโพธิ์ดำ” ประกาศเปิดศึกกับรายการผีชื่อดัง ”ช่องส่องผี” เกี่ยวกับประเด็นการรับบริจาคเงิน พร้อมระบุว่าเคสนี้จะทำให้ดราม่า ฌอน บูรณะหิรัญ กลายเป็นเรื่องกระจอกไปเลย เพราะมูลค่าความเสียหาย ทั้งทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมีการบริจาคลวงโลกกว่ากันมาก

นอกจากนี้ นายวรา จันทร์มณี นักวิชาการอิสระโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่ารายการดังกล่าวบิดเบือนประวัติศาสตร์อยุธยาโดยแอบอ้างว่าผีเป็นคนบอกเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้ฟังซึ่งสวนทางกันกับประวัติศาสตร์ชาติไทยซ้ำยังอ้างว่าติดต่อกับวิญญาณบูรพกษัตริย์ไทยในหลวงร.9และวิญญาณกษัตริย์มาให้พร เล่นของสูงแอบอ้างว่าเป็นคำผีบอก

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ แห่งวัดสร้อยทอง ก็ได้มีการโพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์รายการดังกล่าวเช่นกัน ระบุว่า…

“ส่องผีไม่เจอส่องหมาไปก่อนก็แล้วกัน(หัวเราะ)ในรายการช่องส่องผีโยมเรนนี่บอกว่า มีแต่ผู้ทรงศีลเท่านั้นที่จะขึ้นไปบนเจดีย์นี้ได้ และหมาตัวนี้ก็บังเอิญอยู่บนเจดีย์พอดี โยมเรนนี่บอกว่า หมาตัวนี้เป็นพระยาเกียรติกลับชาติมาเกิด มีหน้าที่เฝ้าเจดีย์ ปล. อาตมารู้สึกสงสารพระยาเกียรติมาก ตายไปตั้งหลายร้อยปีแล้ว อยู่ดีดีมาถูกกล่าวหาว่าเกิดเป็นหมาจรจัดเฉยเลย”

“ล้ำกว่าพระพุทธเจ้าก็โยมเรนนี่นี่แหล่ะแกบอกว่าคนเราสามารถเกิดเป็นต้นไม้ได้ด้วย(หัวเราะ)อาตมาว่าโยมเรนนี่คงจะดูหนังเรื่องปลาบู่ทองมากไปหน่อยนะ เนี่ย พูดแบบซีเรียส แล้วเราก็ปล่อยให้แกพูดอะไรส่งเดชแบบนี้ไปเรื่อย โดยที่เราไม่สนใจเลยว่า แกจะบิดเบือนศาสนา บิดเบือนประวัติศาสตร์ยังไงบ้าง”

นอกจากนี้พระมหาไพรวัลย์ยังระบุถึงครั้งที่อ.เรนนี่สวดบทชุมนุมเทวดาผิดระบุว่า”ตอนสวดสัคเคผิด คนอื่นท้วงติงบอกให้เปลี่ยนก็ไม่ยอมเปลี่ยนไม่ยอมรับว่าสวดผิดแถมยังบอกว่าของตัวเองถูกแล้วของคนอื่นต่างหากที่ไม่ถูกแบบนี้ใช้ไม่ได้ อย่าอ้างว่าทำดีๆแล้วจะบิดเบือนศาสนายังไงก็ได้ อาตมาเห็นว่า ร้ายแรงอยู่นะ ถ้ายังเป็นแบบนี้”

ดราม่าเดือด “ช่องส่องผี” ลั่นฟ้องแหลกใครด่าโกง-โกหก อ้างทุกคำที่พูด ผีบอก!

ร้อนระอุ “ช่องส่องผี” ประกาศลั่นฟ้องแหลกคนด่ายันทุกคำที่พูดในรายการผีเป็นคนบอกท้าทุกคนมาพิสูจน์ ยันเงินบริจาคมีที่มาที่ไปชัดเจนลั่นจะสร้างบุญทำดีต่อไป“บ๊วย”ยังเก็บตัวเงียบ เผยแถลงใหญ่จันทร์นี้

กลายเป็นประเด็นสุดร้อนแรงเมื่อเพจ ”แหม่มโพธิ์ดำ” ประกาศเปิดศึกกับรายการ”ช่องส่องผี” ช่อง8และนายวรา จันทร์มณี นักวิชาการอิสระโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามกับรายการ”ช่องส่องผี”ชี้ทำผิดกฎหมาย บิดเบือนประวัติศาสตร์อยุธยาโดยแอบอ้างว่าผีเป็นคนบอกเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้ฟัง ซึ่งสวนทางกันกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ซ้ำยังอ้างว่าติดต่อกับวิญญาณบูรพกษัตริย์ไทย ในหลวงร.9 และวิญญาณกษัตริย์มาให้พร เล่นของสูงแอบอ้างว่าเป็นคำผีบอก

แหม่มโพธิ์ดำแฉต่อ “ช่องส่องผี” ปมเงินบริจาค ชี้ดราม่าฌอนกระจอกไปเลย
แหม่มโพธิ์ดำชวนขึ้นรถทัวร์ ไล่เรียง 4 ข้อพิรุธ “ช่องส่องผี” ชี้รายได้เป็นร้อยล้าน
เท่านั้นยังไม่พอยังมีประเด็นการเปิดรับบริจาคทำไมไม่ให้ประชาชนโอนเข้าวัดหรือสถานที่นั้นๆไปเลยแถมยังเอาเงินประชาชนไปบริจาคแต่ออกใบอนุโมทนาบุญเป็นชื่อรายการตัวเอง,ขายเหรียญกอร์กอนเหรียญปีศาจทั้งที่ปากบอกว่าทำบุญแต่กลับขายเหรียญปีศาจจนกลายเป็นกระแสโดนถล่ม ด้าน “บ๊วย เชษฐวุฒิ” ผู้ผลิตรายการเก็บตัวเงียบไม่รับสายผู้สื่อข่าว

ล่าสุด ทางเพจ ”ช่องส่องผี” ถึงกับทนไม่ไหวออกมาแถลงการณ์ยืนยันเจตนารมณ์ในการทำความดีและทำบุญ พร้อมกับพูดถึงการกล่าวอ้างด้านประวัติศาสตร์ต่างๆว่าเป็นการพูดไปตามที่ผีบอก!ใครไม่เชื่อก็อยากจะให้มาพิสูจน์ และมีหลักฐานเรื่องเงินบริจาคครบถ้วน ถ้าใครพูดทำให้เสียหายประกาศฟ้องแหลก

“ขอชี้แจงประเด็นดรามาทุกเรื่องนะครับเนื่องจากตอนนี้เราเข้าใจว่าเราเป็นจุดที่ทำให้คนสนใจและสร้างกระแสสังคมทำให้เกิดการเขียนข่าวหรือการพูดถึงในวงกว้างได้อย่างมากเพราะการที่ทำรายการของเรา ทำให้เกิดกระแสบุญและนำพาญาติธรรมทั้งหลายมาร่วมบุญกัน ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงการท่องเที่ยวกระแสคนเกรงกลัวต่อบาปคนละเว้นการฆ่าตัวตายเข้าวัดทำนุบำรุง ศาสนา สวดมนต์ รักษาศีล มารวมตัวกัน เป็นครอบครัวช่องส่องผี ทำให้เป็นที่สนใจและจับตาดูในวงกว้าง”

“รายการของเรามีเนื้อหาที่มุ่งหวังให้คนเกรงกลัวต่อบาปกรรมและได้เรียนรู้เรื่องราวหลังความตายและประสบการณ์ผ่านการบอกเล่าของวิญญาณซึ่งแน่นอนต้องใช้วิจารณญาณในการรับชมแต่ในมุมมองของผมและคณะผู้ถ่ายทำทีมงานและแขกรับเชิญที่มาร่วมรายการหรือทุกคนที่มาร่วมสังเกตการณ์ทุกคนจะทราบดีกว่าเราเป็นรายการสดไม่มีสคริปต์การตัดต่อเพื่อนำบันทึกเทปเป็นสิ่งที่น้อยมากที่จะตัดออก นอกจากบางครั้ง บางข้อความที่ออกไป เราไม่คิดว่าจะเป็นประเด็น เพราะสาระสำคัญ และความตั้งใจของเรา คือความชัดเจน ให้ทุกคนเกรงกลัวต่อบาป อยากให้ทุกคนสะสมบุญ ซึ่งเราก็กลัวบาปมากกว่าอะไรทั้งมวล รายการสอนให้ทุกคนทำความดี ไม่พูดโกหก เราและทีมงานก็เช่นกัน พร้อมที่จะให้ทุกคนเข้ามาตรวจสอบว่าเราทำอะไรอยู่”

“อาจารย์เรนนี่มีหน้าที่สื่อสารกับวิญญาณและถ่ายทอดซึ่งที่เห็นออกมาให้ทุกคนทราบพี่บ๊วยเป็นพิธีกรเป็นตัวเชื่อมเรื่องราวผมเป็นคนที่นำภาพที่จับวิญญูญาณหรือสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นพลังงานที่จับได้ออกมาให้ทุกคนเห็น เรื่องราวประวัติศาสตร์ตามตำราที่ทุกคนทราบที่มาจากหลายๆตำราหลายเรื่องก็ยังเป็นที่ถกเถียงกัน เราก็เป็นเรื่องเล่าประวัติศาสตร์อีกตำราหนึ่งซึ่งไม่สามารถอ้างอิงได้เลย เพราะเป็นคำบอกเล่าของวิญญาณ ซึ่งผู้ชมต้องใช้วิจารณญาณในการรับชม” ไฮโล

“เราพูดเสมอในรายการแต่เรายืนยันว่าสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องที่อาจารย์เรนนี่เห็นกล้องเห็นไม่มีการตัดต่อไม่มีสคริปต์จริงๆดังนั้นขอเชิญชวนคนที่ไม่เชื่อไม่มั่นใจมาดูได้หากยังสงสัยเราไม่เคยปิดกั้นให้ใครมาชมและหากเป็นไปได้นักวิชาการหรือใครอยากมามีส่วนร่วมถกประเด็นทางเรายินดี สามารถติดต่อเข้ามาได้ เราพร้อมเสมอ และขอเถอะครับอย่าทำสงครามคีย์บอร์ดสาดกันไปมาเลยไม่น่ารักที่เราไม่ออกมาพูดหรือนิ่งเฉย เพราะเรายึดมั่นในความดี ทำหน้าที่ของเราต่อไปยอมรับครับว่าบางครั้งไม่อยากเอาพลังงานลบ มาใส่ใจ แต่ขอเถอะ อย่าหาว่าเราโกหก อย่าหาว่าเราโกง เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นการกล่าวหา เราสามารถดำเนินคดีกับทุกคนได้ เอกสารหลักฐานทางบัญชีเราชัดเจนมาก ๆ เงินทุกบาททุกสตางค์เราแยกชัดเจนนำมาทำบุญตามจุดประสงค์ที่แจ้งไว้ เงินรายได้ที่ขายของเราก็แจ้งว่านำมาทำรายการ เราแยกคนละบัญชีอยู่แล้ว เพราะเราทำรายการ เราก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่จะทำรายการดีๆ ออกมาให้ทุกท่านได้ชม”

ขอบคุณทุกท่านเราไม่คิดว่ารายการเล็กๆที่มีทีมงานไม่ถึง20คนจะทำให้เกิดกระแสสังคมทำให้ทุกคนร่วมกันลงมาเล่นข่าวโจมตีเราขอเราอยู่ในที่ของเราและทำความดีต่อไปเถอะครับ หากท่านใดไม่หยุดอยากเข้ามาชม เราก็เชิญที่กองถ่ายทำได้เลยครับแต่ถ้ายังไม่หยุดพูดความไม่จริงที่ทำให้เราเสียหาย เราก็พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายซึ่งเราจะทำเท่าที่จำเป็นกับคนที่กล่าวหาเราจริงๆคนที่พิมพ์ตามอารมณ์โดยไม่ไตร่ตรอง เชื่อตามที่อ่านมาเราเข้าใจและอโหสิกรรมให้ทุกท่าน”

ขอเราทำความดีต่อไปเถอะครับ #ทำดีให้ผีอาย #ช่องส่องผี

ขอบคุณที่รักและสนใจรายการเล็กๆของเรา
#รักครอบครัวช่องส่องผี

ทั้งนี้ เมื่อโพสต์ดังกล่าวแพร่ออกไป มีบรรดาแฟนคลับให้ความสนใจ เข้ามีให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก พร้อมขอให้ทำรายการต่อไป แต่อยากให้ชี้แจงต่อสังคมเพื่อความโปร่งใส

จากมุมมองแพทย์ เตือนคลายล็อก “นั่งชิดกัน” บนขนส่งสาธารณะ เสี่ยงติดโควิด-19

หมอธีระชี้ยกเลิกเว้นระยะห่างในระบบขนส่งสาธารณะ เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 แนะเหลื่อมเวลาทำงาน หรือทำงานจากบ้านมากขึ้นจะดีกว่า

จากกรณีศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 (ศบค.) พิจารณาคลายล็อกเรื่องการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ในระบบขนส่งสาธารณะทุกระบบ จากเดิมที่ต้องนั่งเว้นที่นั่ง ให้สามารถนั่งติดกันได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นคนในครอบครัวเดียวกันที่เดินทางมาด้วยกันตลอด และต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดการเดินทางด้วยเท่านั้น

โดยจะจัดทำแผนและวิธีปฏิบัติในการไม่ต้องเว้นที่นั่งเช่นติดสติกเกอร์แสดงสัญลักษณ์ว่ามาด้วยกันเป็นต้นโดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในต้นสัปดาห์หน้าและจะเริ่มคลายล็อกการนั่งเว้นที่นั่งตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปโดยก่อนจะเริ่มปฏิบัติต้องประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารทราบโดยทั่วกัน จะได้เข้าใจและไม่ให้เกิดปัญหา

ในระยะแรกนี้การอนุญาตให้นั่งติดกันได้โดยไม่ต้องเว้นที่นั่งนั้นจะใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน50นาทีเช่นรถไฟฟ้ารถโดยสารประจำทาง แต่ในส่วนของระบบขนส่งสาธารณะที่เดินทางข้ามจังหวัดและใช้เวลาในการเดินทางเกิน50นาที เช่น รถไฟ รถทัวร์ ยังต้องดำเนินการมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม ด้วยการนั่งเว้นที่นั่งตามเดิม และต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดการเดินทาง

จ่อผ่อนปรน รถไฟฟ้านั่งติดกันได้ เฉพาะมาด้วยกัน-ครอบครัวเดียวกัน คาดดีเดย์ 1 ก.ค.นี้
ซึ่งจากมาตรการคลายล็อกดังกล่าวรศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ระบุข้อความว่า

“ก่อนจะเข้าใจผิดกันไปมากกว่านี้

การที่เขาป่าวประกาศให้นั่งชิดกันในขนส่งสาธารณะได้ตั้งแต่1กรกฎาคมนั้นในมุมมองแพทย์การนั่งชิดกันโดยไม่เว้นระยะห่างถือว่ามีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรค COVID-19 นะครับ

ในทางปฏิบัติหากเลี่ยงการเดินทางในช่วงเวลาเร่งด่วนได้จะดีกว่าอย่างมากเจ้านายในภาครัฐและเอกชนโดยเฉพาะรายใหญ่ๆ ควรอะลุ่มอล่วยให้ลูกน้องเหลื่อมเวลาทำงาน หรือทำงานจากบ้านมากขึ้น หากติดเชื้อจากการเดินทาง ก็มีโอกาสแพร่ในที่ทำงาน กิจการก็จะได้รับผลกระทบครับ

นอกจากนี้ ควรใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยเสมอ

อย่าลืมใส่หน้ากากจะลดเสี่ยงได้ถึง85%รักษาระยะห่างมากกว่า1เมตรลดเสี่ยงได้ 82%

การสื่อสารสาธารณะของแต่ละหน่วยงาน จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบ กลั่นกรอง ให้ครบถ้วนรอบด้าน พร้อมแนะนำวิธีปฏิบัติตัว และทางเลือกในการดำเนินชีวิตครับ!!!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *