หนัง The Bourne Ultimatum – ปิดเกมล่า จารชนคนอันตราย

ปิดเกมล่า ภาพยนตร์ เรื่องราวของ Jason Bourne ที่กำเนิดมาจากปลายปากกาของ โรเบิร์ท ลัดลั่ม (ที่แม้ตัวหนังกับหนังสือแทบจะออกมาเป็นคนละเรื่องเดียวกันก็ตามที)

หลังจากหนังภาคแรกที่เปิดตัวไปได้อย่างสวยงามโดย ดั๊ก ไลแมน กับ The Bourne Identity และสานต่อด้วยความยอดเยี่ยมโดย พอล กรีนกราสส์ใน The Bourne Supremacy . . การกลับมาทำงานร่วมกันกับแม็ทท์ เดม่อน และเรื่องราวของเจสัน บอร์นเป็นครั้งที่ 2 ในหนังตอนที่ 3 ที่เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน และอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำในแง่ของหนังภาคต่อทรงคุณค่า ย่อมทำให้เชื่อได้ว่าพฤติการณ์ตอนสุดท้ายของสายลับความจำเสื่อมอย่าง เจสัน บอร์น น่าจะปิดฉากลงได้อย่างสวยงาม . .

แต่เมื่อได้ดูเข้าจริงๆแล้ว The Bourne Ultimatum ก็ยังมีจุดที่ดูแล้วไม่ได้สวยงามอย่างที่ใครๆคิด สาเหตุประการหนึ่งก็คือความที่ “เรื่อง” ของหนังไม่ได้ยืดยาวอะไรสำหรับการทำเป็น 2 ชั่วโมง กับเนื้อหาที่ว่าด้วยการตามหาจุดกำเนิดของตัวเองของเจสัน บอร์น ที่ถูกกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังของปฏิบัติการณ์เทรดสโตน ซึ่งในตอนนี้ได้ถูกปรับกระบวนการเป็นปฏิบัติการณ์แบล็คไบรอาไปแล้วนั้นหาทางเก็บ เพื่อปกปิดความผิดพลาดและรักษาความลับของตนเอง

โดยการลากบอร์นให้ออกมาอยู่ในจุดที่ตัวเองสามารถคุมเกมได้ งานนี้ตกอยู่ภายใต้การดูแลของรองผอ. CIA อย่างโนอาห์ โวเซ่นขณะที่แพม ซึ่งดูจะเป็นคนเดียวที่บอร์นพยายามหาทางติดต่อด้วยก็ถูกส่งตัวเข้ามาช่วยภาระกิจนี้
ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง

ใช่แค่ว่าเนื้อเรื่องภาคนี้มีไม่มาก แต่ความซับซ้อนของพล็อตก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมากมาย และพล็อตรองที่ถูกใส่เข้ามา ก็เป็นเรื่องที่คาดเดาถึงจุดมุ่งหมายได้ไม่ยากเมื่อหนังเดินเรื่องไปได้สักระยะหนึ่ง .. อย่างเช่นสาเหตุที่แพม (โจน อัลเลน) ถูกส่งเข้ามาร่วมปฏิบัติการณ์ตามล่าเจสัน บอร์นในครั้งนี้ด้วย .. ส่วนบทสรุปของเรื่องราวก็ออกจะดูง่าย ไม่ได้เป็นเงื่อนปมอะไรเลยด้วยซ้ำ

ด้วยความที่ทุกอย่างมีน้อยขนาดนี้ จึงไม่แปลกที่จะรู้สึกว่า The Bourne Ultimatum ปิดเกมล่า มีบางช่วงบางจังหวะดูเนิ่นนานเกินความจำเป็นให้เห็น โดยเฉพาะกับฉากไล่ล่าที่หลายๆฉาก รู้สึกได้เลยว่าลากยาวกันเกินเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในช่วงต้นเรื่องอย่างสถานีรถไฟ วอเตอร์ลู หรือว่าที่แทนเจียร์ .. ซึ่งความยาวที่มากเกินไปก็ทำให้รู้สึกว่าหนังอืดๆ หรือยืดจนเกินเหตุ

เลยอดคิดไม่ได้ว่าถ้าตัดหลายๆ ฉากออกไปบ้าง บางทีเรื่องราวของ The Bourne Ultimatum ปิดเกมล่า อาจจะรวมเข้าไปกับหนังภาค 2 อย่าง The Bourne Supremacy ได้ โดยอาจจะเพิ่มความยาวของหนังเป็นสัก 3 ชั่วโมง ไม่ใช่แยกเป็นหนังสองเรื่องอย่างที่เห็น . . แล้วหากจะว่ากันจริงๆ หนังเองก็หย่อนความน่าเชื่อถือของเหตุการณ์ หรือของตัวละครในเรื่องในชนิดที่ว่าเป็นจุดโหว่ของบทได้สบายๆเลย และมีไม่ใช่น้อยอีกต่างหาก . . ดูหนังออนไลน์ฟรี

แต่นับว่ายังดีที่หนังเรื่องนี้อยู่ในการดูแลของยอดผู้กำกับอย่าง พอล กรีนกราสส์ และทีมเขียนบทที่มีความเก๋าในระดับหนึ่ง The Bourne Ultimatum เลยไม่ถึงกับจืดชืดไม่มีรสชาติ อย่างน้อยที่สุด หนังยังมีความน่าตื่นเต้น น่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นความตื่นเต้นจากฉากแอ็คชั่นไล่ล่าต่างๆ ที่หนังทำออกมาได้อย่างหนักแน่น จริงจัง มุมกล้องและดนตรีประกอบที่บีบหัวใจ ตลอดตนการตัดต่อที่รวดเร็ว ฉับไว ล้วนส่งอารมณ์คนดูให้เกิดความรู้สึกร่วมลุ้นระทึกไปด้วยได้

โดยเฉพาะกับลูกเล่นการใช้กล้องพกพาซึ่งตามเกาะติดไปกับตัวละครด้วยในฉากแอ็คชั่น ยิ่งทำให้อารมณ์ในฉากแอ็คชั่นดูราวกับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าจริงๆ หรือเหมือนกับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เพราะกับภาพที่ออกมาทำให้คนดูรู้สึกเหมือนกับกำลังดูภาพข่าวสดที่เจาะเข้าไปในสถาน
ที่เกิดเหตุจริงๆ . .

ขณะที่คิวบู๊ที่ใช้ในเรื่องก็ดูสมจริง หนักแน่นแบบดิบ

ซึ่งตรงนี้เป็นจุดขายและจุดเด่นของหนังมาตั้งแต่ภาคแรกอยู่แล้ว เมื่อรวมเข้ากับการวางสถานการณ์ที่เน้นให้เห็นถึงลูกล่อ ลูกชน เหลี่ยมมุม ไหวพริบ ปฏิภาณความสามารถของเจสัน บอร์น ก็ยิ่งทำให้หนังดูสนุกมากขึ้น

อย่างฉากที่เล่นแง่เอาล่อเอาเถิดกับโวเซ่น ที่บอร์นเองใช้แพมมาเป็นนางนกต่อ โดยที่เธอเอง (อาจจะ) ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ก่อนที่จะตลบหลังโวเซ่นได้อย่างเจ็บแสบ ซึ่งจะว่าไปแล้วนี่คือเสน่ห์เฉพาะตัวของเจสัน บอร์น ที่ทำให้เขาต่างไปจากสายลับคนอื่นในโลกภาพยนตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “สมอง”

Overall movie Although there are not many details But there is a trace in itself. At least, even if it’s enough to guess the conclusion. But it still makes the audience feel like they want to see that scene with their eyes. By gradually revealing the reality that happened to see from time to time. That every time what I see is more and more But it didn’t make it clear. Sometimes it makes it look more vague than ever . . .

The movie doesn’t even have a bit of humor in it. And there was no dialogue trying to be sharp. Or chic to make you feel uncomfortable in any way .. Paul Greengrass still brings his unique “style” to the movie as well as always. and still maintains a solemn theme Always keep the seriousness of the matter. Since the first film directed by Doug Lyman.

Even if not following in the footsteps of the novel It’s a different story, but with The Bourne Ultimatum, it’s a complete ending. As for the behavior of Jason Bourne, an amnesiac spy. That transformed from the ultimate single-handed 1 to become the number 1 killing target of the organization and had to try to find the source. as well as the self to meet

This just makes the movie more interesting. and valuable in itself enough to waste time and the money in the pocket to see Especially with people who know Jason’s story. Bourne has come in all 2 previous installments . . I think you can’t miss it. Because this is a spy movie that is said to be the best in the world of cinema.. Do you think so?

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *