The Wandering Earth: อาร์มาเกดดอนของ ไมเคิล เบย์ ต้องอายม้วน

ในอนาคตเมื่อดวงอาทิตย์เข้าสู่สภาวะหมดอายุ ชาวโลกจึงร่วมมือกันเพื่อผลักดันโปรเจกต์หาบ้านหลังใหม่ที่ห่างออกไป 4.2 ล้านปีแสง ในชื่อที่ว่า Wandering Earth ซึ่งหมายถึง ดาวเคราะห์พเนจร เรื่องราวเล่าผ่านครอบครัวของนักบินอวกาศชาวจีนที่ต้องออกไปปฏิบัติภารกิจนำทางให้ดาวเคราะห์โลก

โดยทิ้งลูกชายไว้กับปู่ หลังจากผ่านไป 17 ปีที่เขาจะได้เจอลูก กลับกลายเป็นว่าภารกิจกลับติดปัญหาเมื่อโลกกำลังจะพุ่งชนดาวพฤหัสบดี นี่จึงกลายเป็นภารกิจกู้โลกของพ่อบนอวกาศและลูกชายที่อยู่บนโลก

นี่คือหนังไซไฟของจีนระดับบล็อกบัสเตอร์เรื่องแรก ซึ่งสร้างปรากฏการณ์เป็นหนังยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลในประเทศจีนขึ้นอันดับ 2 เป็นที่เรียบร้อยด้วยรายได้ประมาณ 700 ล้านเหรียญสหรัฐภายใน 2 สัปดาห์ที่เข้าฉายช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา (และ Endgame น่าจะเข้ามาเบียดในไม่ช้า)

เรียกว่ากระแสดีจนเน็ตฟลิกซ์ต้องซื้อสิทธิ์มาฉายบนระบบของตัวเอง และก็เป็นโอกาสดีที่ชาวไทยเราจะได้ชมหนังสุดยิ่งใหญ่เรื่องนี้ในแบบทั้งเสียงภาษาจีน ภาษอังกฤษ และภาษาไทย คือมาให้ครบสุดแต่จะชอบเลย

หนังดัดแปลงจากนิยายของนักเขียนชาวจีนนามว่า หลิวฉือซิน ที่เขียนนิยายแนววิทยาศาสตร์มาแล้วมากมาย ทั้งยังเป็นเจ้าของรางวัลระดับโลกอย่าง Hugo Awards ที่มอบให้กับนิยายแนวไซไฟยอดเยี่ยมจากหนังสือไตรภาคชุด

The Remembrance of Earth’s Past

ซึ่งมีฉบับแปลไทยในชื่อ ดาวซานถี่ อุบัติการณ์สงครามล้างโลก ด้วย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันระดับหนึ่งว่าเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ในหนังที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้นปี 2000 ชื่อ The Wandering Earth (流浪地球) นี้ ย่่อมมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับด้วยแน่นอน

แต่กระนั้นพอพี่จีนทำอะไรแล้ว มันย่อมไม่ใช่ธรรมดาอย่างแน่นอน จากแนวคิดตั้งต้นของหลิวฉือซินที่ว่า ดาวฤกษ์นั้นมีอายุไข และดวงอาทิตย์เองก็เช่นกัน หากเมื่อถึงช่วงเวลานั้นจริง โลกเราจะอยู่รอดอย่างไร นำมาสู่พลอตสุดทะเยอทะยานที่ฟากฝั่งตะวันตกคงไม่เคยคิดมาก่อน

นั่นคือการเปลี่ยนโลกให้เป็นยานอวกาศยักษ์ ขับเคลื่อนด้วยพลังไอพ่นจากการเผาหินขนาดยักษ์ เพื่อออกจากวงโคจรของระบบสุริยะไปหาดวงอาทิตย์ดวงใหม่ที่ไกลออกไป 4.2 ล้านปีแสง ด้วยโปรเจกต์ ดาวเคราะห์โลกพเนจร ที่ต้องดำเนินการกันยาวนานหลายช่วงอายุคนทีเดียว

หนังได้ผู้กำกับหน้าใหม่แต่อายุไม่น้อยอย่าง กวูเฟิง มากำกับ โดยมีดาราดังจากจีนมาแสดงนำทั้ง อู๋จิง, อู๋ม่งต๊ะ และดาราหน้าใหม่ดาวรุ่งอีกหลายคน โดยเฉพาะ ชวีฉูเชียว ที่รับบทนำแทบแบกหนังทั้งเรื่องทีเดียว ดูหนังออนไลน์ฟรี

เรื่องราวก็อยู่กับสูตรสำเร็จแนวดราม่าครอบครัวของนักบินอวกาศชาวจีนที่ต้องรับภารกิจออกไปนำทางการโคจรล่วงหน้าให้กับโลก เพื่อแลกสิทธิ์ที่จะให้พ่อกับลูกชายของตนเองได้เข้าอยุ่ในเมืองใต้ดินที่ปลอดภัย โดยไม่ต้องรอสุ่ม ซึ่งประชากรที่ไม่ได้รับสิทธิ์ก็อยู่บนผิวโลกต่อไป และแน่นอนว่าต้องตายในไม่ช้าด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปหลังจากไม่มีดวงอาทิตย์

เขาให้สัญญากับลูกชายไว้ว่า เมื่อลูกชายมองเห็นดาวพฤหัสบดีด้วยตาเปล่า เมื่อนั้นพ่อจะกลับมาหา ซึ่งนั่นก็คือเวลาราว 17 ปีที่โลกจะเดินทางไปถึงดาวพฤหัสบดีเพื่อใช้แรงโน้มถ่วงเหวี่ยงโลกให้เดินทางได้ไกลออกไปด้วย (แนวคิดแบบกระสวยที่ใช้แรงโน้มถ่วงโลกเหวี่ยงเพื่อเดินทางไปดวงจันทร์)

และก็ตามสูตรลูกชายโตมากลายเป็นเด็กมีปม ดื้อและต่อต้านพ่อที่ทิ้งเขาไป และก็ตามสูตรต่อมาว่าลูกชายจับพลัดจับผลูติดห้อยไปกับภารกิจของหน่วยกู้ภัยของจีนที่ต้องไปซ่อมฐานแรงขับด้วยอุปกรณ์แกนเบา ด้วยว่าฐานแรงขับเกิดเสียหายเมื่อเจอแรงโน้มถ่วงมหาศาลของดาวพฤหัสบดี อันจะทำให้โลกไม่มีแรงหนีพอที่จะเหวี่ยงตัวและจะกลายเป็นพุ่งชนดาวพฤหัสบดีแทน

ส่วนคนพ่อที่อยู่บนสถานอวกาศก็ทำได้แต่เพียงรับรู้เฝ้าดู เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็จะถูกเอไอที่ควบคุมยานขัดขวางด้วยตรรกะความสมเหตุสมผลไปทั้งหมด (อารมณ์เอไอนี่เหมือนญาติห่าง ๆ จากเจ้า HAL เอไอในเรื่อง 2001: A Space Odyssey)

And according to another formula, the movie must unite humanity to solve the crisis with the Chinese as the supreme leader. But it’s good to not say that it’s the Chinese government at all like Hollywood movies like to help the president. In fact, I can’t imagine like Xi Jinping speaking to convince the world either. It can be considered that the movie can make a difference as well, especially when the important scenes are born in Indonesia as well.

In terms of fun, there are some strange points, with very large scale movies usually having some looseness. Whether some points of the CG look still not moving smoothly. or a little coincidence But what’s really eh is probably the title that means the world travels aimlessly.

Which is not true because the movie already tells where the world will find a new home. And the other thing is the idea of ​​pushing the world out. Who thinks that stopping the world from turning around itself must result in some kind of contradiction of scientific principles, but just eh, keep going with it, because if you don’t accept this point, it’s like you can’t turn into a movie. The whole thing Let’s just say the movie raises questions that make it fun to debate in science.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *